Saturday, October 17, 2015

วิมานคนยาก Cannery Row



วิมานคนยาก หรือ Cannery Row นวนิยายยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 ของจอห์น สไตน์เบ็ก (1902-1968) นักเขียนชาวอเมริกัน แปลโดยณรงค์ จันทร์เพ็ญ เล่าเรื่องผู้คนบริเวณย่านโรงงานปลากระป๋องในเมืองมอนเทรีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย บริเวณรอบๆ โรงงานปลากระป๋องเป็นที่ตั้งของไนท์คลับราคาถูก ภัตตาคาร โรงโสเภณี ร้านขายของชำเล็กๆ ที่มีสินค้าอัดอยู่แน่นร้าน ภายในคูหาเดียวแต่มีของที่ต้องการทุกอย่างของลี่จง ชายชาวจีน (นึกถึงร้านจีฉ่อย ที่สามย่านเลย) , สำนักงานชีววิทยาหรือห้องทดลองสัตว์ของด็อค ห้องเช่าพาเลศ ฟล็อพเฮาส์ที่อยู่ของหนุ่มๆ ที่ไม่มีครอบครัว ไม่มีเงิน โดยมีหัวโจกคือ แม็ค, แฮเซล, เอ็ดดี้, ฮิ้วอี้และโจนส์  5 หนุ่ม ที่คอยแต่สร้างทั้งเรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อน  ทั้งหมดเป็นฉากในวิมานคนยากที่ตัวละครโลดแล่นอย่างมีชีวิตและเห็นถึงภาพชีวิตในยุคเศรษฐกิจตกต่ำว่าลำบากยากแค้นเพียงใด ได้เห็นถึงน้ำใจอันสูงส่ง ความเข้มแข็งอดทน และอารมณ์ขันอันนุ่มนวลของผู้คนที่อยู่อาศัยในย่านโรงงานปลากระป๋อง อ่านสนุกได้เห็นถึงความผูกผันของคนในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้




John Steinbeck นักเขียนชาวอเมริกัน มีผลงานได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ เช่น The Grapes of Wrath (1939) East of Eden (1952) และ Of Mice and Men (1973) เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี 1962 ผลงานหลายเล่มได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว

Tuesday, September 8, 2015

ความรักและปีศาจตัวอื่นๆ

ความรักและปีศาจตัวอื่นๆ (Of Love and Other Demons) แต่งโดย กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ แปลโดยชัยณรวค์ สมิงชัยโรจน์  


การ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นักเขียนชาวโคลัมเบีย เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี 1982 งานเขียนที่มีชื่อเสียงและนักอ่านรู้จักกันดีคือ เรื่อง "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" หนังสือของเขาจะเขียนแบบจินตนาการเหนือจริง (Megical Realism) อ่านแล้วต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่าเกิดขึ้นจริงเหรอ

ความรักและปีศาจตัวอื่นๆ เป็นเรื่องราวของมา์ควิส กับลูกสาวชื่อเซียร์วา มาเรีย เด โทโดส ลอส อันเฮเลส สาวน้อยวัยสิบสองปีคนหนึ่ง ซึ่งมีเส้นผมยาวจนลากพื้น และตายเพราะถูกสุนัขบ้ากัด ในสมัยนั้นการถูกสุนัขบ้ากัดยากที่จะรอดพ้นความตาย “อาการป่วยไข้” ของเซียร์วา มาเรีย ถูกศาสนจักรพิพากษาว่าเธอถูกปีศาจเข้าสิง และถูกส่งตัวเธอเข้าไปทำพิธีไล่ปีศาจในคอนแวนต์ซันตา คลารา ซึ่งปกครองโดยแม่อธิการโฮเซฟา มีรันดา ผู้มีใจคอคับแคบและเคียดแค้นชิงชัง เซียร์วา มาเรีย ถูกกักขังและทรมานอย่างแสนสาหัส จนกระทั่งบาทหลวงคาเยตาโน เดลาอูรา นักเทววิทยาและบรรณารักษ์หนุ่มผู้มีความคิดแบบเสรี ได้เข้าไปดูแลเธอ คาเยตาโนตกหลุมรักเซียร์วา มาเรีย เขาไม่เชื่อว่าเธอถูกปีศาจสิง แต่เป็นแค่ผู้ป่วยทางจิตใจ เขาพยายามหาทางให้เธอรอดพ้นจากข้อกล่าวหาเพื่อที่เธอจะได้รับอิสรภาพและแต่งงานกัน แต่ก็ถูกศาสนจักรจับได้กับการลักลอบเข้าไปพบหญิงสาว เขาถูกเนรเทศให้ไปทำงานที่โรงพยาบาลโรคเรื้อนและไม่มีโอกาสเจอเธออีกต่อไป สาวน้อยต้องตกอยู่ในมือของของศาสนจักรที่หยิบยื่นความตายให้กับเธออย่างทรมาน

เรื่องนี้อ่านสนุกอีกเล่ม แต่ที่เยี่ยมยอดคือ ด้านหลังมีบทสัมภาษณ์มาร์เกซ เกี่ยวกับงานเขียนและการเข้าไปเกี่ยวข้องการกับการเมืองในละตินอเมริกาแบบลับๆ การปฎิวัติในคิวบา มาร์เกซสนิทสนมกับฟิเดล คาสโตร และทำให้รู้ว่าคาสโตรเป็นนักอ่านชั้นยอดขนาดที่มาร์เกซส่งต้นฉบับนวนิยายของเขาไปให้คาสโตรอ่านก่อน โดยให้เหตุผลว่าฟิเดล คาสโตรเป็นนักอ่านที่ดีมาก มีสมาธิในการอ่าน เป็นคนที่ละเอียดพิถีพิถัน สามารถหาจุดขัดแย้งผิดพลาดในนวนิยายของเขาก่อนพิมพ์ออกมา เป็นอีกหนึ่งเล่มที่หยิบมาอ่านได้เพลินๆ เครียดๆ ดี 

Tuesday, August 21, 2012

ตำรับรักฉบับลิลา Lilla's Feast


ตำรับรักฉบับบลิลลา หรือ เป็นผลงานเขียนของฟรานเชส ออสบอร์น แปลโดย นพมาศ แววหงส์ เป็นชีวประวัติของผู้หญิงอังกฤษคนหนึ่งที่เกิดในประเทศจีนเมื่อสมัยจักรวรรดินิยมในต้นศตวรรษที่ 20 เธอเป็นผู้หญิงเล็กๆ คนหนึ่งที่มีชีวิตที่น่าสนใจจากการต่อสู้ดิ้นรนมาตลอด  ในวัยเด็กและสาวรุ่นที่อยู่ในเมืองจีน ในวัยสาวที่แต่งงานกับนายทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ในอินเดีย และใช้ชีวิตลำบากลำบนพยายามรักษาชีวิตแต่งงานไว้ ในวัยสาวใหญ่ที่ตกเป็นม่ายเนื้อหอม และในวัยสูงอายุที่ถูกกักตัวอยู่ในค่ายกักกันของญี่ปุ่นในเมืองจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ชีวิตอันยืนยาวและพลิกผันมีขึ้นมีลงของเธอนั้น เธอเองมีส่วนกำหนดอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย กระนั้นหลายอย่างในชีวิตที่เธอไม่มีทางเลือก มีทั้งโชคและเคราะห์กรรมซ้ำกรรมซัด เธอเป็นนักสู้ที่น่ายกย่องคนหนึ่ง เป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติของแม่ศรีเรือน ชีวิตของเธอจึงเป็นชีวิตที่น่าศึกษาแก่คนอย่างเราๆ เป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่เธอทิ้งไว้เบื้องหลังให้เป็นสมบัติของชาติอังกฤษของเธอคือ ตำราอาหารเล่มหนึ่ง ความน่าสนใจของตำราอาหารเล่มนี้ไม่ได้อยู่ที่ความเป็นคู่มือในการทำอาหารและดูแลบ้านเรือนเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าตำราเล่มนี้เขียนขึ้นระหว่างที่เธอใช้ชีวิตอย่างอดหยากหิวโหยอยู่ในค่ายกักกันระหว่างสงคราม การที่เธอยังมีกะจิตกะใจจะเขียนถึงการทำกับข้าวและการดูแลบ้านเรือนให้สวยงามสุขสบายนั้น แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของมนุษย์ที่แกร่งทรหดและความหวังที่ไม่เคยดับสิ้นที่เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงให้ชีวิตดำเนินอยู่ได้ แม้ในยามยากแค้นแสนลำเค็ญ

นอกจากเรื่องราวแสนสนุกอย่างน่าอัศจรรย์ใจในชีวิตที่ต่อสู้ของผู้หญิงคนนี้แล้ว ตำรับรักฉบับลิลลา ยังให้กำลังใจแก่ผู้อ่านในการต่อสู้กับชีวิตต่อไป---ผู้แปล

Friday, July 20, 2012

สามสายใยในเงาอดีต The Bonesetter's Daughter

The Bonesetter's Daughter จากผลงานการประพันธ์ของนักเขียนคนโปรด เอมี่ ตัน แปลโดยจิรภรณ์ จันทวนิชกุล นวนิยายเล่มที่ 4 เอมี่ ตันได้แบ่งโครงเรื่องหลักๆ ออกเป็นสามภาค ภาคแรกเกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนียยุคปัจจุบัน ซึ่งผู้อ่านจะได้รู้จักกับหญิงสาวสายเลือดจีน-อเมริกัน ชื่อรูธ ที่กำลังมีปัญหากับชายคนรัก ในขณะที่แม่กำลังเริ่มป่วยด้วยโรคสมองเสื่อม ส่วนภาคที่สอง ตอนกลางของเรื่องเป็นอัตชีวประวัติของแม่เธอเองที่เขียนขึ้นมาไม่นาน ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าตัวเองกำลังสมองเสื่อม แม่ของเธอต้องการบันทึกทุกอย่างที่สำคัญในชีวิตเพื่อให้รูธจดจำสืบทอดต่อไป โดยเฉพาะชีวิตที่เมืองจีน ส่วนภาคสุดท้าย กลับมาเป็นเรื่องราวของรูธที่กลับมาทบทวนชีวิตตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่า อดีตของแม่ที่เธอรัีบรู้มานั้น จะช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตของเธอในปัจจุบันได้อย่างไรบ้าง ความแตกต่างทางความคิดระหว่างคนตะวันออกกับตะวันตกจะสร้างสีสันฉูดฉาดให้กับเรื่องราวค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะด้วยความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และรายละเอียดทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

Sunday, July 1, 2012

ชีวิตรื่นรมย์ กนกรัตน์วงศ์สกุล

คนข่าวอารมณ์ขันต้องยกให้กนก รัตน์วงศ์สกุล เอาเล่มนี้มาเขียนเพื่อไว้อาลัยกับการจากไปของรายการข่าวข้น คนข่าวทางช่อง 9 อสมท. ซึ่งตัวเองเป็นแฟนรายการนี้อยู่ เพราะคุณกนกและอีกสองท่านนำเสนอข่าวได้อย่างสนุกสนานมีชีวิตชีวา มีการตบมุกกันไปมา เรียกว่าขนาดนำเสนอดึกแค่ไหนก็ยังตามดูหลายคนเชื่อว่าการหลุดผังครั้งนี้มาจากการเมืองเปลี่ยนขั้วทำให้รายการนี้ต้องถูกเปลี่ยน ใครที่ติดตามคุณกนกจะเห็นว่าเขาแสดงจุดยืนอยู่ตรงข้ามผู้มีอำนาจอย่างไม่เกรงกลัวใคร จนเคยมีคนไร้วุฒิภาวะบุกไปเอาเรื่องถึงสถานีมาแล้ว ก็คงต้องให้กำลังใจกันต่อไป คนมีคุณภาพไม่นานหรอกเขาต้องกลับมา มาว่าถึงหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่คุณกนก เขียนเล่าเรื่องของตัวเองนับตั้งแต่เป็นนักศึกษาคณะวารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งมาเป็นนักอ่านข่าวที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในวงการสื่อสารมวลชน ดังที่คุณสุรางค์ เปรมปรีดิ์ได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า ถ้าคุณชอบฟังคุณกนกคุยทางวิทยุหรือโทรทัศน์ อ่านหนังสือเล่มนี้จะมีรสชาติมากกว่าหลายเท่า และจะชื่นชอบคุณกนกมากขึ้นอีกด้วย คุณกนกเล่าชีวิตตั้งแต่เยาว์วัยได้น่าเอ็นดู รู้สึกได้ว่าเป็นชีวิตจริงที่ไม่ได้ปรุงแต่ง หรือที่คุณสุทธิชัย หยุ่น เขียนว่า อ่าน "ชีวิตรื่นรมย์" แล้ว คุณจะไม่ต้องถามตัวเองอีกว่า ทำไมอยากรู้จักผู้ชายน่ารัก น่าคบหาคนนี้นัก

Monday, June 18, 2012

ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน เล่ม 4

ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน ทุกเล่มเป็นหนังสือที่ทำให้การออกกำลังกายในฟิตเนตของตัวเองไม่น่าเบื่อ ปั่นจักรยานไปหยิบหนังสือชุดนี้มาอ่าน ได้สนุกกับความคิดที่โต้ตอบกันระหว่างวินทร์ เลียววาริณและปราบดา หยุ่น ผ่านทางอีเมล์ เนื่องจากเป็นตอนสั้นๆ สามารถหยุดอ่านไปหลายวันก็หยิบมาอ่านได้ เล่มนี้เป็นเล่มที่ 4 ที่อ่านจบ ก็ยังเหมือนเดิมคือเขียนถึงทุกเรื่องตังแต่การเมือง ข่าวลือข่าวหลอก เมืองนอกเมืองนา จนถึงเข้าป่าแค้มปิ้ง ชุดนี้มีถึงเล่ม 7 แล้ว คงต้องรีบตามอ่านก่อนที่เหตุการณ์บางเรื่องก็ตกยุคสมัยไปแล้ว

Thursday, June 14, 2012

101 วัน นรกในแบกแดด

ใครที่จำได้ โอสเนอ แซร์สตัด นักข่าวชาวนอร์เวย์ ที่ได้เข้าไปทำข่าวในเมืองคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน ยุคตาลีบันครองเมือง จนได้หนังสือเล่มหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอคือ  ถนนหนังสือสายคาบูล (The Bookseller of Kabull) และอีกสองปีต่อมาเธอได้เดินทางไปยังกรุงแบกแดดเมืองหลวงของอิรัค โดยมีสัญญาว่าจ้างกับรายการโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์หลายแห่ง เพื่อรายงานสถานการณ์สงครามระหว่างอเมริกากับอิรัค โอสเนอได้รวบรวมข้อมูลจากการสังเกตการณ์และสัมภาษณ์ชาวอิรักตลอดระยะเวลา 101 วัน นับตั้งแต่สงครามเริ่มปะทุ สหรัฐอเมริกาส่งกองกำลังเข้าโจมตีกรุงแบกแดดทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน จนกระทั่งสงครามจบ ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพัง ซากศพ และความเจ็บปวดของประชาชนผู้บริสุทธิ์  จนได้เป็นหนังสือเล่มนี้ที่ชื่อ 101 วัน นรกในแบกแดด (A Hundred and One Days) แปลโดยโสภาพรรณ รัตนัย ซึ่งไม่เพียงฉายภาพความโหดร้ายของสงคราม แต่ยังสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวอิรักต่อชะตากรรมที่พวกเขาต้องก้มหน้ารับโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง  บันทึกของโอสเนอไม่ใช่เพียงเอกสารประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าเท่านั้น แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้เราสำนึกถึงความโหดร้ายของสงคราม

Saturday, June 9, 2012

โลกียชน หรือ TORTILLA FLAT


โลกียชน หรือ Tortilla Flat เป็นนวนิยายเรื่องเยี่ยมอีกเล่มหนึ่งของจอห์น สไตน์เบ็ค นักเขียนชาวอเมริกัน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี ค.ศ.1962 (พ.ศ.2505) แปลโดยนักแปลชั้นครูคือประมูล อุณหธูป ผู้เป็นทั้งนักเขียนและนักแปลผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของไทย เมื่อนวนิยายเรื่องโลกียชน ออกสู่สายตานักอ่านชาวไทย ก็ได้รับการกล่าวขานและเป็นที่ชื่นชอบในหมู่นักอ่านอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นแดนนี่ ตัวละครเอกในเรื่องและเพื่อนๆ ของเขา รวมทั้งตอลิญญ่าแฟลต ซึ่งเป็นสถานที่ที่แดนนี่และเพื่อนๆ อาศัยอยู่
ความยอดเยี่ยมของนวนิยายเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในนวนิยายคลาสสิคยุคปัจจุบันของอเมริกา เป็นเสมือนเรื่อง “ดอนคิวโซด” สำหรับอีกกาลสมัยหนึ่ง บรรยายถึงสหายกลุ่มหนึ่งซึ่งทะนงในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนยากไร้ของเขาอย่างที่สุด ชีวิตของเขาผาสุกด้วยปรัชญาของเขาเอง แม้จะใช้ตะรางเป็นโรงแรมอยู่เนืองๆ และมักทำธรรมจริยาหายหกตกหล่นเสียบ่อย ๆ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับไก่ เหล้า และเมียของเพื่อนกันก็ตาม แต่ยังไว้ลายอัศวินตามแบบของเขาอยู่นั่นเอง—อัศวินที่ปราศจากโต๊ะกลม มีแต่กระท่อมสับปะรังเคหลังเดียวเป็นชายคาคุ้มหัวในโลกนี้ และจัดว่าเป็นมนุษย์กลุ่มที่พยายามเข้าถึงแก่นของความเป็นปุถุชนอย่างที่สุด”
สำนวนแปลของประมูล อุณหธูป นั้นนับได้ว่าเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับท่วงทำนองลีลาชีวิตของบรรดาตัวละครในนวนิยายเรื่องโลกียชน -Tortilla Flat นี้ จึงเป็นที่จับใจและฝังแน่นในความทรงจำของคนที่ได้อ่านเสมอมา

ประวัติย่อของแทรกเตอร์ฉบับยูเครน



เรื่องวุ่นวายในครอบครัวชาวยูเครนที่อพยพไปอยู่อังกฤษเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เรื่องเกิดขึ้นเมื่อบิดาชราวัย 84 แต่งงานใหม่กับแม่ม่ายสาวยูเครน อายุ 36 ผู้หนีความแร้นแค้นล้าหลังจากยูเครนที่เพิ่งแยกตัวจากโซเวียต และมาอังกฤษด้วยความหวังถึงเงินทองและความเจริญทางวัตถุในโลกตะวันตก แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะชายชราไม่มีเงินมากอย่างที่คาด เรื่องยุ่งเหยิงเพิ่มขึ้นเมื่อลูกสาวของชายชรา (นาเดซห์ดาและเวร่า) พบว่าแม่ม่ายสาววาเลนติน่าตั้งใจมาปอกลอกบิดาชราของตนและทำตัวสกปรกเละเทะ และใช้จ่ายแพงๆ ตลอดเวลา จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะเนรเทศวาเลนติน่าและฟ้องหย่า ระหว่างนั้น ชายชราผู้เคยเป็นวิศวกรก็เขียน ""ประวัติย่นย่อของแทรกเตอร์ฉบับยูเครน"" ขึ้น ระหว่างการฟ้องหย่ากำลังดำเนินไป วาเลนติน่าก็ท้องและคลอดบุตรสาว โดยไม่ปรากฏว่าใครเป็นพ่อ แต่ในที่สุดสามีเก่าของวาเลนติน่าก็มารับกลับบ้านโดยที่ก็ยังไม่ทราบว่าใครเป็นพ่อ ส่วนชายชราก็ยอมย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา 

Tuesday, December 20, 2011

สอยกระแส โดย พลอย จริยะเวช

พลอย จริยะเวช เป็นหนึ่งในนักเขียนที่ชอบมาก และมีผลงานของคุณพลอยไว้ครอบครองทุกเล่ม และนี่คือหนึ่งในเล่มที่ซื้อไว้นานมาก สอยกระแส เป็นหนังสือที่รวมรวมบทความ 20 เรื่องจากคอลัมน์ที่เธอเขียนลงในนิตยสารอิมเมจและหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน พลอยจะเก็บเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อยู่รอบตัวมาเขียนได้อย่างน่ารัก กิ๊บเก๋ อ่านสนุกและเพลิดเพลิน มองลองในแง่บวกเสมอ ก็เลยเป็นนักเขียนที่ชอบเป็นพิเศษ

Friday, December 2, 2011

กูรู้

กูรู้ ผลงานเขียนของปารเมศร์ รัชไชยบุญ คนโฆษณาที่มาเล่าเรื่องในวงการโฆษณา การสร้างแบรนด์สินค้า เขียนจากประสบการณ์จริงที่อยู่ในวงการนี้ กว่าจะเป็นงานโฆษณาแต่ละชิ้นออกสู่สายตาผู้ชมเพียงไม่กีวินาที มีเบื้องหลังมากมาย ทุกอย่างไม่มีสูตรสำเร็จ แต่มาจากมันสมองการคิดสร้างสรรค์ของคนทำโฆษณา  เป็นหนังสือที่อ่านสนุกมากเล่มหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่สนใจจะทำงานโฆษณาอย่าพลาด

จากเชียงรุ้งถึงฮอยอัน


จากเชียงรุ้งถึงฮอยอัน ผู้เขียนคือ สมพงษ์ งามแสงรัตน์ เป็นบันทึกการท่องเที่ยว 3 ประเทศแถบอินโดจีน ที่เน้นรูปวาดสีน้ำประกอบเรื่องเล่า ผู้ชายคนนี้เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปประเทศลาว ผ่านเข้าสู่ประเทศจีน เมืองเชียงรุ้ง แคว้นสิบสองปันนา สู่คุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียง แชงกรีลา ก่อนจะวกกลับไปประเทศเวียตนาม เมืองฮานอย เว้ ฮอยอัน และเข้าประเทศลาวอีกครั้ง เพื่อกลับสู่ประเทศไทยตรงจังหวัดมุกดาหาร ทั้งหมดที่กล่าวมา เขาไม่ได้นั่งเครื่องบินเลย เสน่ห์อีกอย่างของการเดินทางด้วย เท้า รถยนต์ รถไฟ ที่อาจจะสะดวกสบายน้อยกว่า แต่กลับสนุกกว่า ตรงที่มีเวลาละเลียดแวะชมรายทางได้ใกล้ชิดกว่า อาจจะช้า แต่ค่อยเป็นค่อยไป และซึมซับเรื่องราวต่างที่ต่างวัฒนธรรมได้งดงาม ว่าแล้วจะจัดกระเป๋าเดินทางตามรอยก็ไม่ว่า หรืออยากจิบชาชมบรรยากาศไปพร้อมกับหนังสือของเขาได้เที่ยวแบบไม่ต้องไปเอง ก็ไม่มีใครว่าเช่นกัน

Wednesday, November 30, 2011

ข้างครัว

อาหาร จัดว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งทั้งในส่วนของผู้ปรุงและผู้รับประทาน การคิดค้นปรุงแต่งวัตถุดิบตามธรรมชาติให้เป็นอาหารหลากหลายรสชาติและรูปแบบ แตกต่างกันไปตามแต่ละสังคมและวัฒนธรรม เกิดเป็นอาหารไทย อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารอิตาเลียน อาหารฝรั่งเศส และอีกมากมาย ข้างครัว  จะนำพาท่านสู่โลกของอาหารจากประสบการณ์ในการที่ได้ลองลิ้มชิมรสอาหารนานาชนิดของอาจารย์พิชัีย วาศนาส่ง ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่ารู้เกี่ยวกับเกร็ดประวัติของอาหารบางชนิดที่เราๆ ท่านๆ นิยมกินกันอยู่ทุกวันนี้ เคล็ดในการกินอาหารให้อร่อย รวมถึงความเข้าใจในธรรมชาติของอาหารบางชนิด ที่สำคัญคือ การกินเป็น  ที่มิใช่จะกินเก่งแต่เพียงอย่างเดียว หนังสือเล่มนี้จีึงเหมือนปทานุกรมคู่ใจนักกินนักชิมทุกท่าน

Friday, September 23, 2011

คัทซึชิคะ โฮะคุไซ KATSUSHIKA HOKUSAI


หนังสือรวบรวมผลงานภาพพิมพ์ของศิลปินคัทซึชิคะ โฮะคุไซ ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก โฮะคุไซ เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน ค.ศ.1760 หรือที่เรียกในแบบญี่ปุ่นว่าสมัยโฮเระคิ (ค.ศ.1751-1764) ในบริเวณที่ปัจจุบันคืออำเภอสุมิดะ แทบจะไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเขามากเท่าไรนัก มีทฤษฎีว่าโฮะคุไซน่าจะมีบิดาเป็นช่างทำกระจกสำหรับโชกุน แต่ก็ยังไม่แน่นอนนัก ชื่อเมื่อแรกเกิดของโฮะคุไซคือ โทะคิทะโระ (Tokitaro) ซึ่งเปลี่ยนเป็น เท็ตซึโซ (Tetsuzo) ในภายหลัง เมื่อแก่ตัวลงโฮะคุไซเคยกล่าวไว้ว่าเขาชอบวาดภาพสเกตช์จากชีวิตจริงตั้งแต่เมื่ออายุ 5 หรือ 6 ขวบเท่านั้น

ฐานะของครอบครัวโฮะคุไซไม่น่าจะดีนัก หลักฐานบางส่วนกล่าวว่าเขาต้องทำงานเป็นผู้ช่วยในร้านเช่าหนังสือและหาเลี้ยงชีพในช่วงวัยรุ่นด้วยการเป็นช่างแกะแม่พิมพ์ไม้ ดังนั้นก่อนที่ปรากฎตัวออกมาในโลกแห่งศิลปะเมื่ออายุ 19 ปี เราพอจะเห็นได้ว่าเหตุใดเด็กชายผู้นี้จะกลายมาเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับทั้งวงการวาดภาพและการพิมพ์ไม้แบบอุคิโยะเอะ

โฮะคุไซเข้าเป็นลูกศิษย์ของ คัทซึคะวะ ซุนโช (Katsukawa Shunsho ค.ศ.1726-1792) ศิลปินภาพวาดและภาพพิมพ์แกะไม้ที่มีชื่อเสียงในฐานะช่างที่ผลิตผลงานภาพเหมือนของนักแสดงคะบุคิ เมื่ออายุได้ 19 ปี จากนั้นไม่นานโฮะคุไซก็ผลิตผลงานของตนเองในชื่อ คัทซึคะวะ ซุนโร (Katsukawa Shunro) งานที่หลงเหลืออยู่บอกว่าผลงานเปิดตัวของโฮะคุไซเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1779 เป็นภาพพิมพ์ไม้รูปนักแสดงที่มีฉากหลังเป็นอาคารไม้ ภาพพนักงานเสิร์ฟของร้านน้ำชาริมทางเป็นฉากในละครคะบุคิ จะเห็นลักษณะของเส้นที่ค่อนข้างอ่อนไหว การเน้นสร้างภาพที่มีบรรยากาศประกอบ


 โฮะคุไซสร้างสรรค์ผลงานชั้นเลิศเอาไว้จำนวนมาก ทั้งภาพชุดภูเขาฟูจิ กับ "คลื่นใหญ่นอกคะนะงะวะ" ที่เป็นตัวแทนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ผู้ทำให้ภาพพิมพ์อุคิโยะเอะขึ้นถึงจุดสูงสุดในทุกแนวภาพ ต้นกำเนิดของ "มังระ" หรือการ์ตูนญี่ปุ่น ฯลฯ พบกับการรวบรวมครั้งสำคัญและศึกษาประวัติชีวิตกับผลงานศิลปินขวัญใจมวลชนญี่ปุ่นครั้งแรกในภาษาไทย

Saturday, September 10, 2011

จากนิวยอร์คถึงโตเกียว

จากนิวยอร์คถึงโตเกียว บันทึกการเดินทางของศิลปินหนุ่ม ชูเกียรติ ฉาไธสง ซึ่งได้รับเชิญจากสถานทูตไปเล่นดนตรีในนิวยอร์ค วอชิงตัน ดี.ซี. โตเกียว  และโอซาก้าในฐานะเป็นตัวแทนเผยแพร่วัฒนธรรมทางดนตรี ชูเกียรติพยายามบันทึกทุกอย่างที่พบเห็นด้วยกล้องถ่ายรูปและการเขียนเป็นตัวหนังสือ เพื่อร้อยเรียงความทรงจำของตัวเอง  อ่านสบายๆ สนุกดีค่ะ

มูซาชิ (Musashi)

มูซาชิ (Musashi) งานประพันธ์ชิ้นเยี่ยมของอิจิ โยชิกาวา (Eiji Yoshikawa) ผลงานการแปลของ สุวินัย ภรณวิลัย ที่เล่าถึงฉากและชีวิตของมูซาชิ จอมยุทธ์ซามูไรผู้ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน ชนิดไม่รู้จักความแพ้พ่าย มูซาชิร่ำเรียนเพลงดาบหรือฝึกฝนเพลงยุทธ์เพื่อที่จะอยู่ในยุทธจักร แต่ท้ายสุดเรื่องไม่ได้อยู่ที่เพลงดาบว่าใช้ดาบเก่งหรือไม่เก่ง แต่มันอยู่ที่การฝึกฝนหรืออยู่ที่จิตใจ คล้ายๆ ว่ามูซาชิ กระบี่อยู่ที่ใจ ภายหลังมูซาชิได้ยุติบทบาท "นักดาบผู้เก่งกล้า" แห่งยุคแสวงหาสัจจะจากวิถีแห่งดาบ กระทั่งพบหลักการดำเนินชีวิตที่เรียกกันว่า "คัมภีร์แห่งห่วงทั้งห้า" ซึ่งก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และความว่าง นั่นเอง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนไทยผู้หนึ่ง คือ สุวินัย ภรณวิลัย ถึงขั้นลงลึกศึกษาวิถีแห่งดาบจนเกิด "มูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์" หนังสือขายดีอีกเล่มในวงการหนังสือไทย มูซาชิบางคนก็บอกว่าเป็นเรื่องจริง บ้างก็ว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น

Friday, July 1, 2011

ลมต่างทิศ East Wind : West Wind

ลมต่างทิศ หรือ East Wind West Wind ของ เพิร์ล เอส. บัค แปลโดยสังวรณ์ ไกรฤกษ์ ลมต่างทิศ เป็นนวนิยายเรื่องแรกของเพิร์ล เอส บัค ที่ส่งผลให้เธอเป็นที่รู้จักในแวดวงนักอ่านขึ้นมาทันที เป็นเรื่องราวของหญิงสาวชาวจีนในยุคที่เพศหญิงช่างต่ำต้อยด้อยค่ากว่าผู้ชายเสียเหลือเกิน แม้ในปัจจุบันค่านิยมเรื่องหญิงเป็นรองชายของคนจีนจะยังมีอยู่ แต่ในความเข้มข้นถือว่าเจือจางมากแล้วเมื่อเทียบกับใน "ลมต่างทิศ" นี้

นักเขียนหญิงท่านนี้แม้จะเป็นชาวอเมริกัน แต่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตในประเทศจีนอยู่นาน จึงสามารถถ่ายทอดรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างชัดเจนอย่างคนที่เข้าใจในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวจีนเป็นอย่างดี เราได้เห็นภาพของหญิงผู้ดีชาวจีนที่ถูกมัดเท้าอย่างแน่นหนาเพื่อให้เท้าเล็กที่สุดที่จะเล็กได้เพราะถือว่าสวย ทั้งๆ ที่ต้องทรมานกับความเจ็บปวด และยังทำให้กระดูกเท้าโค้งงอผิดรูปผิดร่าง ได้เห็นภาพการรักษาโรคด้วยความเชื่อแบบเก่า คือเอาผ้ามาอุดปาก จมูก หู ตา เพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณหนี ออกจากร่าง เป็นต้น

อยากให้ผู้หญิงทุกคนได้มีโอกาสอ่านนวนิยายเรื่องนี้ เพราะนอกจากได้ร่วมลุ้นไปกับความพยายามในทุกวิถีทางที่จะเอาใจสามีเพื่อให้ได้มาซึ่งความรักของตัวนางเอกซึ่งเป็นตัวดำเนินเรื่องแล้ว ยังได้เรียนรู้ขนบประเพณี วิธีคิด ค่านิยม ความเชื่อ และอีกหลายๆ ด้านของชาวจีนในยุคนั้นที่เกี่ยวเนื่องกับผู้หญิงอีกมาก และที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ "ลมต่างทิศ" คงจะไม่อ่านสนุกอ่านเพลินชนิดวางไม่ลงเช่นนี้เป็นแน่ ถ้าไม่เพราะสำนวนแปลของ "สังวรณ์ ไกรฤกษ์" ซึ่งบอกว่าแปลเรื่องนี้ด้วยความชอบเป็นพิเศษส่วนตัวจริงๆ

East Wind : West Wind มีสำนวนแปล 2 ฉบับนะคะ อีกเล่มในชื่อ ทาสประเพณี แปลโดย สันตสิริ ทั้งสองสำนวนแปลทำได้ดีค่ะ

งานเลี้ยงของบาเบตต์ Babette's Feast

งานเลี้ยงของบาเบตต์ Babette's Feast ผลงานของ Isak Dinesen แปลโดยรสวรรณ พึ่งสุจริต งานเลี้ยงของบาเบตต์เป็นวรรณกรรมเกี่ยวกับอาหารแสนน่ารักเรื่องสั้นๆ ที่จะนำผู้อ่านให้รื่นรมย์ไปกับอาหารและเครื่องดื่มรสเลิศได้อย่างไม่รู้เบื่อ อีกทั้งสถานที่และสูตรอาหารต่างๆ ในเรื่องก็ยังมีอยู่จริงอีกด้วย 

หนังสือเล่มนี้จะพาผู้อ่านไปสัมผัสกับดินแดนแห่งฟยอร์ด นอร์เวย์ เมื่อครั้งเหล่าหญิงสาวยังสวมกระโปรงบาน และผู้คนก็ยังคงบริสุทธิ์งดงาม ด้วยเรื่องราวของความเชื่อ ความรัก ศิลปะ และอาหารที่น่ารักปนเสียดสีได้อย่างพอดีและมีชั้นเชิง

เนปาล ประมาณสะดือ

เนปาล ประมาณสะดือ จากผลงานการเดินทางของนิ้วกลมและเพื่อนร่วมทาง 2 คน สู่เนปาล ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยวัฒนธรรม รุ่มรวยด้วยมิตรภาพและรอยยิ้ม การเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายที่จะปีนเทือกเขาหิมาลัย เพื่อไปยังจุดชมวิวที่สวยที่สุด และต้องผจญกับการเดินทางที่เหนื่อยยาก ซ้ำยังต้องแข่งกับเวลา ทำให้การปีนเขาครั้งนี้ต้องเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสจนแทบเดินต่อไม่ไหว สนุกมากค่ะ ทุกย่างก้าวบนเทือกเขาหิมาลัยเหมือนได้ไปผจญภัยกับเขาทั้งสาม

ถนนหนังสือสายคาบูล

ถนนหนังสือสายคาบูล หรือ The Bookseller of Kabul เป็นหนังสือสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของคนขายหนังสือ สุลต่าน คานในกรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน หนังสือเล่มนี้เขียนโดยนักข่าวชาวนอร์เวย์ที่เข้าไปทำข่าวในอัฟกานิสถานชื่อ Asne Seierstad แปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา Asne ได้มีโอกาสไปอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับครอบครัวนี้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในยุคที่ตาลีบันครองเมือง Asne เขียนเรื่องนี้ในรูปแบบของนิยาย แต่ก็อิงกับเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เธอได้ถ่ายทอดชีวิตของชาวอัฟกานิสถาน สภาพบ้านเรือน ผู้คน ถนนหนทาง การถูกจำกัดสิทธิของเพศหญิง การเอาตัวรอดในสภาพอันโหดร้ายลำเค็ญ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือยอดนิยมตลอดกาลในนอร์เวย์และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ นับไม่ถ้วน